วอล์คกิ้งสตรีทคืออะไรกันแน่
วอล์คกิ้งสตรีทคือถนนยาวประมาณ 500 เมตรในพัทยาใต้ เริ่มจากแยกบาลิฮายไปจนถึงโรงแรมฮาร์ดร็อค ปิดการจราจรทุกวันตั้งแต่ 18:00 น. กลายเป็นถนนคนเดินที่อัดแน่นไปด้วยบาร์ โกโก้บาร์ เบียร์บาร์ ร้านอาหารริมทะเล คลับเต้นรำ และร้านขายของที่ระลึก เสียงดนตรีจากหลายร้านประสานกันตลอดทาง
ถนนนี้เป็นที่รู้จักระดับโลกว่าเป็นแหล่งบันเทิงยามค่ำคืน แต่หลายคนลืมว่านอกเหนือจากบาร์แล้ว ยังมีร้านอาหารซีฟู้ดชั้นดี ร้านสเต็ก ซูชิ และสตรีทฟู้ดมากมาย ครอบครัวที่เดินผ่านตอนหัวค่ำ (ก่อน 21:00) จะเห็นเด็กเล็กเดินกับพ่อแม่อยู่ไม่น้อย บรรยากาศเปลี่ยนไปหลังเที่ยงคืนเมื่อคลับเริ่มมีชีวิตชีวาจริง
สิ่งที่นักท่องเที่ยวมือใหม่ควรเข้าใจคือ วอล์คกิ้งสตรีทเปรียบเสมือนดิสนีย์แลนด์ของความบันเทิงผู้ใหญ่ มีของทุกอย่างให้เลือก ตั้งแต่ดนตรีสดไอริชผับไปจนถึงโกโก้บาร์ร้อนแรง ไม่มีใครบังคับให้คุณเข้าร้านไหน เพียงแค่เดินดูก็สนุกและฟรี
ประวัติและการเปลี่ยนแปลง
พัทยากลายเป็นจุดพักผ่อนของทหารอเมริกันในสมัยสงครามเวียดนาม (1960s-70s) และบาร์เบียร์หลายแห่งในปัจจุบันก็มีรากจากยุคนั้น วอล์คกิ้งสตรีทเริ่มกลายเป็นถนนบันเทิงเต็มรูปแบบในช่วง 1980s เมื่อเศรษฐกิจไทยเปิดรับท่องเที่ยวตะวันตก และปิดรถให้เป็นถนนคนเดินอย่างเป็นทางการในปี 2000
ยุคทองของวอล์คกิ้งสตรีทคือราวปี 2005-2015 เมื่อนักท่องเที่ยวยุโรปและรัสเซียมาเต็มทุกคืน หลังปี 2020 วิกฤต COVID ทำให้หลายร้านปิดตัว พอกลับมาเปิดอีกครั้ง บางบาร์ถูกเปลี่ยนเป็นร้านอาหารจีนหรือร้านนวด สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก
ปัจจุบันวอล์คกิ้งสตรีทกำลังพยายามปรับภาพลักษณ์ให้เป็นมิตรกับครอบครัวมากขึ้น ด้วยการเปิดร้านดนตรีสดคุณภาพสูง ร้านอาหาร fine dining และคาเฟ่ Instagram แต่จิตวิญญาณดั้งเดิมของความ “เรียล” ยังคงอยู่ และเป็นเหตุผลที่หลายคนกลับมาซ้ำๆ
เวลาที่ดีที่สุดในการไป
ระหว่าง 18:00-20:00 น. คือช่วง “family hour” เหมาะกับครอบครัวหรือคู่รักที่อยากเดินถ่ายรูป ป้ายไฟยังไม่เปิดเต็มที่แต่บรรยากาศกำลังคึกคัก ร้านอาหารซีฟู้ดเริ่มจัดเตรียมกุ้ง ปู ปลา ลงไลน์โชว์ และโกโก้บาร์ยังไม่เปิดเป็นส่วนใหญ่
ช่วง 21:00-00:00 น. เป็นไพร์มไทม์ที่สุด ถนนแน่นที่สุด ดนตรีดังที่สุด โกโก้บาร์ทุกร้านเปิดแล้ว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาช่วงนี้ ถ้าคุณชอบความอินเทนส์และต้องการเห็นวอล์คกิ้งสตรีทในรูปแบบ “บิ๊ก” ให้มาช่วงนี้ แต่เตรียมตัวเจอคนเบียดเสียดและค่าเครื่องดื่มที่แพงขึ้น
หลัง 01:00 น. คือช่วง “afterparty” เหลือเฉพาะคนที่ตั้งใจจะเมาและคนทำงานในพื้นที่ บาร์ที่มี license พิเศษจะเปิดถึง 03:00 หรือ 04:00 น. บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายกว่าเดิม แต่ก็เสี่ยงต่อเรื่องไม่คาดคิดมากขึ้น แนะนำให้มีเพื่อนไปด้วยเสมอ
ประเภทของบาร์และราคา
เบียร์บาร์แบบเปิดโล่งเป็นประเภทที่เข้าง่ายที่สุด เบียร์ขวดราคา 80-120 บาท ค็อกเทล 150-250 บาท ไม่มีค่าเข้า บรรยากาศสบายๆ มีโต๊ะพูล ฟุตบอลทีวี และเสียงเพลงระดับพอฟัง เหมาะกับคนที่อยากนั่งชิวดื่มเบียร์โดยไม่มีแรงกดดัน เหมาะกับทั้งชายหญิงและกลุ่มเพื่อน
โกโก้บาร์ (a-go-go) เป็นบาร์ที่มีนักเต้นบนเวที เบียร์ราคา 160-220 บาท ค็อกเทล 250-350 บาท เลดี้ดริ้งค์ (ซื้อเครื่องดื่มให้นักเต้น) 180-300 บาท ไม่มีค่าเข้าแต่มีค่าออก (bar fine) 600-1,500 บาทหากต้องการพานักเต้นออกจากบาร์ ต้องปฏิบัติตามกฎข้อห้ามถ่ายรูปอย่างเคร่งครัด
ไนท์คลับระดับพรีเมียมเช่น Insomnia, Lucifer, 808 Club มีค่าเข้า 300-500 บาทรวมเครื่องดื่ม 1 แก้ว ค็อกเทล 280-400 บาท สไปริตขวดโต๊ะ 3,500-8,000 บาท เหมาะกับคนที่อยากเต้นรำและเจอเพื่อนใหม่ ดนตรีเป็น EDM, hip-hop, techno
มารยาทในบาร์และเลดี้ดริ้งค์
ในบาร์เบียร์ที่มีสาวเสิร์ฟเข้ามานั่งคุยด้วย การซื้อ “เลดี้ดริ้งค์” ให้เธอถือเป็นมารยาทที่ดี ราคาอยู่ที่ 160-250 บาท เธอจะได้ค่าคอมมิชชั่นประมาณครึ่งหนึ่ง ถือเป็นรายได้หลักของเธอ ไม่บังคับซื้อ แต่ถ้าคุยกันเกิน 15 นาทีแล้วไม่ซื้อเลย ถือว่าเสียมารยาทในวัฒนธรรมของบาร์ที่นี่
กฎสำคัญคือเคารพพนักงานเสมอ ไม่จับต้องตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่พูดจาดูถูก ไม่ถ่ายรูปพนักงานโดยไม่ขออนุญาต พนักงานที่นี่เป็นคนทำงานจริงๆ มีครอบครัว มีเรื่องราวชีวิต ปฏิบัติต่อเธอเหมือนมนุษย์คนหนึ่ง คุณจะได้รับการดูแลที่ดีกว่ามาก
การทิป: 20-50 บาทเมื่อปิดบิลเป็นมาตรฐาน ถ้าพนักงานดูแลดีหรืออยู่เป็นเพื่อนนาน ให้ 100 บาทเป็นขั้นต่ำ การทิปโดยตรงใส่มือพนักงานดีกว่าการใส่ในบิลที่ส่วนใหญ่ไปเข้ากระเป๋าเจ้าของร้านแทน
กลโกงที่ต้องระวัง
กลโกงที่พบบ่อยที่สุดคือ “บิลยาว” (padded bill) บางบาร์จะเพิ่มเครื่องดื่มที่คุณไม่ได้สั่งลงในบิล ตรวจสอบบิลทุกครั้งก่อนจ่าย ถ้ามีรายการแปลก ให้เรียกผู้จัดการอย่างสุภาพและขอเอกสารราคา ห้ามใช้บัตรเครดิตในบาร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะมีกรณีคิดเงินเกินโดยไม่ขออนุมัติ
การจับกระเป๋าและการวางยาในเครื่องดื่มเกิดได้ทั้งในบาร์และบนถนน ควรเก็บเงินสดไว้หลายกระเป๋า ไม่พกพาสปอร์ตตัวจริง ไม่รับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า และไม่ปล่อยแก้วตัวเองไว้บนโต๊ะขณะไปห้องน้ำ ถ้ารู้สึกเวียนหัวผิดปกติ ให้รีบออกจากบาร์และไปที่สถานีตำรวจหรือโรงพยาบาลทันที
กลโกง “บาร์เหยื่อล่อ” (ping pong show) เป็นเรื่องคลาสสิก แม้จะโฆษณาว่าฟรี แต่พอเข้าไปจะมีเครื่องดื่มราคา 1,500-3,000 บาทเสิร์ฟโดยไม่ได้สั่ง ถ้าไม่จ่ายจะมีพนักงานตัวใหญ่มาขู่ หลีกเลี่ยงโดยไม่ตามคนเชิญเข้าร้านที่ไม่รู้จัก และเลือกเฉพาะบาร์ที่มีรีวิว Google/Tripadvisor
ความปลอดภัยและกฎการถ่ายภาพ
การถ่ายภาพบนถนนเปิดได้ปกติ แต่ห้ามถ่ายพนักงานของบาร์ใดบาร์หนึ่งแบบเจาะจงโดยไม่ขออนุญาต ในโกโก้บาร์ ห้ามถ่ายภายในโดยเด็ดขาด กล้องจะถูกยึดและลบภาพ บาร์เบียร์เปิดโล่งสามารถถ่ายบรรยากาศทั่วไปได้ แต่ให้หลีกเลี่ยงการถ่ายใบหน้าพนักงานชัดเจน
ด้านความปลอดภัย ตำรวจท่องเที่ยวประจำการตลอดคืนที่ตู้ริมถนน (Tourist Police) หากพบปัญหาให้เข้าไปขอความช่วยเหลือได้ทันที โทรศัพท์ฉุกเฉิน 1155 สำหรับ Tourist Police และ 191 สำหรับตำรวจทั่วไป แนะนำให้บันทึกเลขหมายไว้ในมือถือก่อนออกจากโรงแรม
อย่าดื่มหนักและเดินกลับคนเดียวหลังเที่ยงคืน ถ้ามึนเมามากให้เรียก Grab หรือแท็กซี่กลับโรงแรม ค่าบริการในเมืองเพียง 80-150 บาท ถูกกว่าโรงพยาบาลหรือค่าเสียหายจากการถูกล้วงกระเป๋าอย่างมาก
ทางเลือกนอกวอล์คกิ้งสตรีท
หากคุณอยากสัมผัสบรรยากาศพัทยาตอนกลางคืนแต่ไม่ชอบความอึกทึก แนะนำรูฟท็อปบาร์เช่น Horizon ที่ Hilton Pattaya, CRU Champagne Bar ที่ Centara Grand และ Drift Bar ที่ Cape Dara ราคาค็อกเทล 350-550 บาทแต่บรรยากาศชิลและวิวทะเลสวย
สำหรับดนตรีสดคุณภาพดี Hopf Brew House บนถนนบีช มี German live band ทุกคืน ราคาเบียร์ 180-250 บาท ส่วน Hard Rock Cafe มีวงร็อคสากลตั้งแต่ 21:30 น. และ The Blues Factory ที่วอล์คกิ้งสตรีทเน้นบลูส์และแจ๊ส ค่าเข้าฟรี
ถ้าอยากหลีกเลี่ยงกลุ่มชาวต่างชาติเลย ลองไปที่ถนนเทพประสิทธิ์ในจอมเทียน มีร้านเหล้าคนไทย คาราโอเกะ และร้านอาหารอีสาน ราคาถูกกว่าครึ่ง และจะเจอแค่คนไทยเป็นหลัก ได้ประสบการณ์ท้องถิ่นแท้ๆ